ความเป็นมา

history

filler image

มิสเจเนวีฟ คอลฟิลด์

มูลเหตุของการก่อตั้ง

ผมศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ ได้รับอุบัติเหตุจากการเล่นระเบิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510 ซึ่งขณะนั้นมีอายุได้ 15 ปี ทำให้ตาบอด มองไม่เห็น นิ้วมือซ้ายขาด 2 นิ้ว ผมเข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชด้วยความหวังว่าจะมองเห็น จนถึงวันที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2511 หลังจากได้รับการผ่าตัดตาและมือหลายครั้ง ผมจึงทราบความจริงว่าต้องตาบอดไปตลอดชีวิต ผมเสียใจมากเพราะเคยใฝ่ฝันว่าอยากจะเป็นนายแพทย์ แต่ความฝันนั้นมลายหายไปพร้อมกับตวงตา ผมนึกไม่ออกว่าคนตาบอดจะทำอะไรได้นอกจากขอทาน หรือพึ่งพาญาติพี่น้องให้เลี้ยงดูตลอดไป อย่างไรก็ตาม พี่ชายของผมได้ไปติดต่อขอให้ผมได้เข้าเรียนที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ครั้งแรกได้รับการปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่ด้วยเหตุผลว่ามีอายุมากแล้วควรไปฝึกอาชีพแทน พี่ชายของผมกลัวว่าจะได้รับอุบัติเหตุจากใบเลื่อยไฟฟ้าทำให้นิ้วขาดเพิ่ม จึงได้พาผมไปติดต่อโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพอีกเป็นครั้งที่ 2 ครั้งนี้ผมโชคดีที่ได้พบ มิส เจเนวีฟ คอลฟิลด์ สตรีตาบอดชาวอเมริกันผู้ก่อตั้งโรงเรียนและซิสเตอร์ โรส มัวร์ แม่ชีชาวไอริช ซึ่งเป็นแม่อธิการโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ท่านทั้งสองได้ให้ความกรุณารับผมเข้าเรียนที่โรงเรียนสอนคนตาบอดในวันนั้นเลย หลังจากผมได้ฝึกหัดในการช่วยเหลือตนเอง ได้เรียนหนังสืออักษรเบรลล์และการใช้เครื่องพิมพ์ดีดทั้ง เครื่องพิมพ์ดีดที่พิมพ์อักษรเบรลล์และเครื่องพิมพ์ดีดทั่วไปทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จากนั้นผมได้รับโอกาสไปเรียนร่วมกับนักเรียนและนักศึกษาทั่วไปที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียลในปี พ.ศ. 2511 โรงเรียนอัสสัมชัญบางรักในปี พ.ศ. 2513 และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี พ.ศ. 2515 เมื่อศึกษาจบแล้วได้สอบคัดเลือกเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี พ.ศ. 2519 ผมได้รับการฝึกฝนอบรมมาเป็นอย่างดีจนประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

ท่านทั้งสองได้บอกพวกเราคนตาบอดเสมอว่าท่านไม่ใช่คนไทย แต่ยินดีจากบ้านเกิดเมืองนอนและครอบครัวของท่านมาเมืองไทยเพื่อช่วยเหลือพวกเราคนตาบอดให้ช่วยเหลือตนเองได้ในขณะที่ไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นไปได้ ท่านไม่ได้หวังอะไรตอบแทนจากพวกเรา นอกจากขอให้พวกเรา เมื่อวันหนึ่งช่วยเหลือตนเองได้อย่าลืมช่วยเหลือคนตาบอดรุ่นต่อไปเหมือนอย่างที่ท่านได้ทำมา คำพูดนี้ได้ฝังลึกอยู่ในหัวใจผมมาโดยตลอด ผมบอกตัวเองอยู่เสมอว่าเมื่อท่านทั้งสองยอมละทิ้งบ้านเมืองและครอบครัวของตนมาทำงานเพื่อคนตาบอดในเมืองไทยโดยไม่หวังอะไรตอบแทน ผมเป็นคนไทยเอง ก็ต้องอุทิศตัวทำงานเพื่อคนตาบอดและคนพิการตามแบบอย่างของท่าน ผมจึงได้ใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งเมื่อผมช่วยเหลือตัวเองได้ ผมต้องทำงานให้กับองค์กรของคนตาบอดและทำให้องค์กรเข้มแข็ง และใฝ่ฝันว่าหากมีโอกาสก็จะจัดตั้งมูลนิธิเพื่อทำงานด้านสิทธิมนุษยชนคนพิการ ทั้งนี้เพราะผมถูกปลูกฝังมาโดยตลอดว่า คนพิการเป็นคนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความชำนาญที่สุดในการแก้ปัญหาของคนพิการ คุณภาพชีวิตของคนพิการจะดีขึ้นมากน้อยแค่ไหนเพียงใด ดูได้จากความเข้มแข็งขององค์กรด้านคนพิการ

ผมได้ทำงานเพื่อสิทธิของคนพิการมาตั้งแต่ผมกำลังศึกษาอยู่ในคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ระหว่างปี พ.ศ. 2515-2518) โดยผมได้ทำงานร่วมกับสมาคมคนตาบอดกรุงเทพ ตั้งแต่ในเรื่องการก่อตั้งห้องสมุดสำหรับคนตาบอด การเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายที่จำกัดสิทธิของคนพิการ เมื่อจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เคมบริดจ์ แมสซาชูเซตส์์ ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี พ.ศ. 2526 ผมได้ร่วมกับผู้นำคนพิการในการจัดตั้งสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยขึ้นในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2526 ผมได้อุทิศตัวทำงานกับสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยมาโดยตลอด จนถึงทุกวันนี้ โดยดำรงตำแหน่งประธานสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย 4 สมัย

filler image

หนังสือสู้ชีวิต เคราะห์สร้างโอกาส

การก่อตั้ง

ในระหว่างปี พ.ศ. 2538-2541 ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำ ธุรกิจประสบปัญหาล้มละลาย และมีคนว่างงานเป็นจำนวนมาก ผมจึงได้เขียนหนังสือ "สู้ชีวิต เคราะห์สร้างโอกาส" ซึ่งเป็นการรวบรวมหลักธรรมคำสอนของมิสเจเนวีฟ คอลฟิลด์ (ผู้ก่อตั้งโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ) และ ซิสเตอร์โรสมัวร์ (แม่อธิการโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพฯ) หลักธรรมคำสอนของทั้ง 2 ท่าน ได้ช่วยให้ผมมีกำลังใจต่อสู้ชีวิตจนประสบผลสำเร็จ ได้เป็นอาจารย์สอนกฎหมายที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยหวังว่าหนังสือ "สู้ชีวิต เคราะห์สร้างโอกาส" จะให้กำลังใจแก่ผู้อ่านในการที่จะต่อสู้ชีวิตทำให้ตนเองมีความสุขได้ แม้จะต้องพบกับมรสุมชีวิตอย่างหนักก็ตาม ที่เรียกว่ารู้จักนำเคราะห์มาสร้างโอกาส ในขณะเดียวกันทำให้ผมนึกถึงคนพิการอีกจำนวนมากที่ยังประสบความทุกข์ยากลำบากไม่มีโอกาสเหมือนผม ผมจึงตัดสินใจที่จะนำรายได้จากการขายหนังสือ และเชิญชวนผู้อ่านหนังสือบริจาคเงินร่วมกับผมจัดตั้งมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่คนพิการเหมือนอย่างที่ผมได้รับ ผมและครอบครัวสามารถรวบรวมเงินและจัดตั้งเป็นมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการได้สำเร็จเรียบร้อยในวันที่ 2 ก.พ. 2542 เลขใบอนุญาตที่ ต. 50/2542 โดยใช้บ้านของผมเองเป็นที่ตั้งของมูลนิธิ บ้านเลขที่ 5/2 ซอยอรุณอมรินทร์ 37 ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700

filler image

โลโก้มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ

ชื่อและความหมาย

ชื่อมูลนิธิ
มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ
ชื่อย่อภาษาไทย
มสพ.
ชื่อภาษาอังกฤษ
Universal Foundation for Persons with Disabilities
ชื่อย่อภาษาอังกฤษ
UFP
เครื่องหมายของมูลนิธิ
เปลวไฟ และแผนที่ประเทศไทย

ชื่อมูลนิธิ ที่ผมเลือกใช้ชื่อมูลนิธิสากล จุดมุ่งหมายเพื่อให้เป็นมูลนิธิของทุกคน ทุกชาติ ทุกศาสนาที่จะทำงานร่วมกันในการพัฒนาคนพิการให้พึ่งตนเองได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป สามารถรวมพลังสร้างสรรค์สังคมให้เป็นสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกคน เป็นการเพิ่มศักยภาพคนพิการให้พ้นจากการเป็นภาระไปสู่การเป็นพลังของสังคม ในการจดทะเบียนใช้ชื่อคำว่ามูลนิธิสากลมีปัญหา เพราะเลขาสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติในขณะนั้น ขอให้ผมขอหนังสือความยินยอมจากสหประชาชาติ หรือมิฉะนั้นต้องหาชื่อคนที่ชื่อว่าสากลมาให้ความยินยอมหรือร่วมก่อตั้งมูลนิธิด้วย เลขาสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติในขณะนั้นเสนอแนะให้ผมใช้ชื่อมูลนิธิว่ามูลนิธิวิริยะเพื่อคนพิการ ผมไม่ยินยอม แต่พร้อมที่จะหาคนที่มีชื่อว่า “สากล” มาร่วมก่อตั้งมูลนิธิ ในที่สุดเลขาสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติก็ยินยอมให้ใช้ชื่อ “มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ” ได้

สัญลักษณ์และความหมาย

สัญลักษณ์ของมูลนิธิที่ใช้สัญลักษณ์เป็นเปลวไฟและแผนที่ประเทศไทย เพื่อให้มีความหมายให้ความหมายของสัญลักษณ ์ว่า ความร้อนคือพลัง แสงสว่างคือปัญญา แผนที่ประเทศไทย คือ คนพิการและผู้ด้อยโอกาสทุกคนในประเทศไทย ความหมายรวม คือ พลังและปัญญา สำหรับคนพิการและผู้ด้อยโอกาสทุกคนในประเทศไทย ผมมีความเชื่อว่าใน การที่จะพัฒนาคนพิการให้พึ่ง ตนเองได้นั้น ต้องอาศัยกำลังใจหรือจิตใจที่เอาจริงเอาจัง ไม่ท้อแท้ท้อถอยอีกทั้งต้องใช้ ปัญญาอย่างมาก จึงจะประสบผลสำเร็จ อีกทั้งสอดรับกับความเชื่อของศาสนาคริสต์ ที่ใช้สัญญาลักษณ์เปลวไฟหรือลิ้นไฟหมายถึง พระจิตเจ้าผู้ประทานพลังจิตและปัญญาให้แก่มนุษย์ และศาสนาพุทธเองก็ให้ความสำคัญเรื่องของพลังจิต และปัญญาเช่นกัน ผมได้แต่หวังว่าพระจิตเจ้าจะประทานพลังและ ปัญญาให้แก่คนพิการและผู้ด้อยโอกาสทุกประเภทในประเทศไทย เพื่อบุคคลเหล่านั้นจะได้พัฒนาตนเองจนพึ่งตนเองได้และร่วมสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมแฉกเช่นบุคคลทั่วไป

filler image

filler image

filler image

filler image

filler image

วัตถุประสงค์

ประการแรก
ผมตั้งใจที่จะเน้นเรื่องการสร้างเจตคติต่อคนพิการในทางสร้างสรรค์ เพราะความเชื่อว่าคนพิการไม่มีความสามารถ หรือมีความสามารถจำกัด การใช้คนพิการทำงานหนักเป็นการสร้างเวรกรรมเป็นความเชื่อที่ทำให้คนพิการเป็นภาระของสังคมไปตลอด ไม่อาจจะได้รับการพัฒนาไปเป็นคนพิการที่พึ่งตนเอง และเป็นพลังให้กับสังคมได้ การจะเปลี่ยนคนพิการจากภาระไปเป็นพลังของสังคมได้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเปลี่ยนความเชื่อของคนไทยให้มีเจตคติต่อคนพิการในทางที่สร้างสรรค์ ต้องส่งเสริมให้คนไทยเชื่อว่า คนพิการมีศักยภาพมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์เหมือนกับบุคคลทั่วไป

ด้วยเหตุนี้วัตถุประสงค์แรกของมูลนิธิจึงได้กำหนดว่า “ส่งเสริมให้บุคคลทั่วไปมีเจตคติต่อคนพิการและผู้ด้อยโอกาสอย่างสร้างสรรค์ โดยใช้สื่อทุกชนิด เช่น สิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือโดยวิธีอื่นใด”

ประการที่สอง
ผมให้ความสำคัญในการพัฒนาคนพิการตั้งแต่แรกเกิดไปจนให้คนพิการมีงานทำเพราะการพัฒนาคนพิการได้เร็วมากเท่าใดก็จะเป็นประโยชน์ต่อคนพิการมากเท่านั้น ทั้งๆ ที่การพัฒนาคนพิการตั้งแต่แรกเกิดมีความสำคัญมากแต่สังคมไทยก็ไม่ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ นอกจากนี้ในการช่วยเหลือพัฒนาคนพิการต้องทำอย่างครบวงจร ตามเส้นทางชีวิตของคนพิการ กล่าวคือให้ได้รับการเตรียมความพร้อมก่อนเข้าโรงเรียน เมื่อเข้าโรงเรียนแล้วมีสื่อสิ่งอำนวยความสะดวกที่เหมาะสมสำหรับคนพิการแต่ละประเภทแต่ละบุคคล เมื่อศึกษาจบแล้วได้รับการจัดหางานให้ทำเหมือนอย่างที่ผมได้รับ ส่วนคนพิการระดับรุนแรงและครอบครัวยากจน ต้องได้รับการช่วยเหลือดูแลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่แย่กว่าสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข แมว ที่คนชั้นกลางเลี้ยงดูอยู่ ด้วยเหตุนี้วัตถุประสงค์ของมูลนิธิข้อที่สองจึงได้กำหนดว่า “จัดให้มีบริการป้องกันความพิการ การให้บริการการฟื้นฟูสมรรถภาพ คนพิการและผู้ด้อยโอกาส เช่น ตั้งสถานสงเคราะห์ โรงเรียน ศูนย์ฝึกอาชีพ โรงพิมพ์ และดำเนินกิจกรรมที่ช่วยให้คนพิการและผู้ด้อยโอกาสมีสิทธิ และโอกาสเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป”
 
ประการที่สาม
ผมให้ความสำคัญในการประสานทรัพยากรมาใช้ในการพัฒนาคนพิการ ทั้งทรัพยากรจากรัฐบาลกลาง และส่วนท้องถิ่น ทรัพยากรจากภาคเอกชน องค์กรของคนพิการ สื่อมวลชนและสถาบันอื่นๆ ของสังคม ทั้งใน และต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้วัตถุประสงค์ของมูลนิธิข้อที่สามจึงได้กำหนดว่า “ให้บริการประสานงานให้คนพิการและผู้ด้อยโอกาส ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐและเอกชน โดยใช้สื่อ สิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นเครื่องมือสำคัญในการประสานงาน”
 
ประการสุดท้าย
ผมต้องการเห็นคนพิการเป็นคนดีมีศีลธรรม มีจิตอาสาที่จะทำงานเพื่อผู้อื่น ดังแบบอย่างที่ มิสเจเนวีฟ คอลฟิลด์ และ ซิสเตอร์ โรสมัวร์ สังคมใดมีแต่คนดี มีศีลธรรม มีจิตอาสาทำงานเพื่อผู้อื่น สังคมนั้นก็มีแต่ความสงบสันติ ด้วยเหตุนี้วัตถุประสงค์ของมูลนิธิข้อสุดท้ายจึงได้กำหนดว่า “ส่งเสริม หรือจัดให้มีการฝึกอบรมให้แก่คนพิการและผู้ด้อยโอกาส ให้มีความเชื่อมั่นในตนเองมีมนุษยสัมพันธ์ มีจิตใจที่เสียสละเพื่อส่วนรวม ยึดมั่นในศาสนาที่ตนนับถือ มีวินัยและเคารพกฎหมาย”

กรรมการผู้ก่อตั้งและกรรมการชุดก่อน

  1. ผศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ เป็นประธานกรรมการ
  2. นายวิรัช ศรีตุลานนท์ รองประธานกรรมการ
  3. นางมณี นามศิริพงศ์พันธุ์ เป็นเลขาธิการ
  4. นายแสวง บุญเฉลิมวิภาส เป็นเลขานุการ

กรรมการชุดปัจจุบัน (Update 20/04/55)

  1. ผศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมการ
  2. นายวิรัช ศรีตุลานนท์ รองประธานกรรมการ
  3. นายอนุรักษ์ นิธิภัทราภรณ์ กรรมการ
  4. นางบรรจง สงวนกุลชัย กรรมการ
  5. นางยุพา รักษาเคน กรรมการ
  6. นางสาวประภัสสร นามศิริพงพันธุ์ กรรมการ
  7. นางทิตยา โอภาสเจริญกิจ กรรมการ
  8. นายมาณพ ก่อธรรมฤทธิ์ กรรมการ
  9. นางสาววารุณี นามศิริพงศ์พันธุ์ กรรมการและเหรัญญิก
  10. นางมณี นามศิริพงศ์พันธุ์ กรรมการและเลขาธิการ

ที่อยู่ปัจจุบัน

 

filler image

ปัจจุบันมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เดียวกับหอศิลป์ยิ้มสู้
เลขที่ 27/5 ซอยอรุณอมรินทร์39 ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700
ตู้ปณ. 1001 ปณฝ. ศิริราช กรุงเทพฯ 10702 โทรศัพท์ 0 2886-1188 โทรสาร 0-2886-0956

องค์กรสาธารณะประโยชน์และองค์กรกุศลสาธารณะ

 

filler image

มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการได้สมัครเข้าไปเป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์และได้รับอนุญาตให้เป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2548 ทะเบียนเลขที่ 0460 การเป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์ทำให้มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการได้รับสิทธิประโยชน์ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม 10 ประการ เช่น มีสิทธิเสนอชื่อผู้แทน เพื่อให้องค์กรสาธารณะ ประโยชน์เลือกกันเองเป็นกรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ คณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมจังหวัด เสนอโครงการเพื่อขอรับเงินอุดหนุนจากกองทุนส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม เป็นต้น